ส่องแผนเอเมรี่ ! เหตุผลต่างๆที่ทำให้อาร์เซน่อลยุค เอเมรี่ รุ่งโรจน์ขึ้น

ส่องแผนเอเมรี่ ! เหตุผลต่างๆที่ทำให้อาร์เซน่อลยุค เอเมรี่ รุ่งโรจน์ขึ้น

ฤดูกาล 2018-2019 เป็นจุดเปลี่ยนของอาร์เซน่อลเนื่องจาก อาร์แซน เวนเกอร์ได้ประกาศอำราทีม ทำให้เอเมรี่ กลายเป็นผู้สานต่อทีม แต่เอเมรี่กลับทำให้ผลงานของอาร์เซน่อลนั้นดีเกินคาด

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ต้องบอกว่า อูไน เอเมรี่ ผู้จัดการทีมคนใหม่ของ อาร์เซน่อล แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถรักษามาตรฐานของทีมเอาไว้ได้ โดยหลังจากแพ้ 2 นัดแรกของซีซั่นแล้วนั้น ทีมของ เอเมรี่ ก็เก็บชัยชนะมา 10 นัดติดต่อกันในทุกรายการแล้ว นอกจากนี้ ไอ้การปราชัย 2 เกมที่ว่าก็ไม่ใช่เรื่องที่ดูร้ายแรงอะไร เพราะคู่แข่งที่ทีมของเขาแพ้ให้คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ เชลซี นั่นเอง

ทั้งนี้ หลังจากเข้ามารับงานต่อจาก เวนเกอร์ แล้วนั้น เอเมรี่ ก็ทำการปรับเปลี่ยนบางอย่างจากทีมในช่วงท้ายๆ ยุคของ เวนเกอร์ จนทำให้ทีมมีผลงานดีสุดๆ ซึ่งจุดสำคัญๆ ที่ เอเมรี่ ทำการปรับเปลี่ยนมีดังต่อไปนี้

- ขึ้นเกมจากแดนหลัง
ในช่วงท้ายๆ ยุคของ เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศสเน้นให้ทีมเล่นด้วยแผน 4-3-3 ทั้งที่มันไม่ได้ผลลัพธ์ดีเท่าที่ควร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือการที่รูปเกมของ อาร์เซน่อล ไม่ไหลลื่นเหมือนในช่วงที่ เวนเกอร์ สร้างชื่อกับ อาร์เซน่อล ขึ้นมาได้

ทั้งนี้ เอเมรี่ ยังคงให้ทีมเน้นการต่อบอลแบบต่อเนื่องเหมือนในสมัยของ เวนเกอร์ เพียงแต่เขาให้ทีมต่อบอลตั้งแต่จากแดนหลังเลย โดยบางครั้งถึงขนาดเริ่มต้นจากตำแหน่งผู้รักษาประตูด้วยซ้ำ ซึ่งข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของ อาร์เซน่อล ชุดนี้คือการมี แบร์นด์ เลโน่ เป็นนายทวารนั่นเอง เพราะ เลโน่ ดูจะเหมาะกับระบบแบบนี้พอตัว

จริงอยู่ว่าการเก็บบอลเอาไว้กับตัวเพื่อขึ้นเกมจากแนวหลังแม้กระทั่งในสถานการณ์ที่ยากลำบากจะเป็นโจทย์ที่หินพอตัวสำหรับนักเตะ แต่ที่ผ่านมาลูกทีมของ เอเมรี่ ทำผลงานได้ดีพอตัว จนนำไปสู่การทำประตูได้อยู่เรื่อยๆ โดยในฤดูกาลนี้นั้น มีเพียงเกมเดียวที่ อาร์เซน่อล ทำประตูไม่ได้ นั่นคือนัดแรกของซีซั่นที่พ่าย แมนฯ ซิตี้ 0-2

- ใช้งานมิดฟิลด์ตัวรับตามธรรมชาติ
ในช่วงที่ อาร์เซน่อล ยุคของ เวนเกอร์ ขับเคี่ยวชิงความเป็นหนึ่งในวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อย่างต่อเนื่องนั้น เป็นเพราะพวกเขามีกองกลางตัวรับชั้นยอดอย่าง ปาทริค วิเอร่า ทำหน้าที่ตัดเกมแดนกลาง และคุมเกมให้ทีม นอกจากนี้ อาร์เซน่อล ยังเคยมี จิลแบร์โต้ ซิลวา กองกลางชาวบราซิเลียนคอยรับหน้าที่แบบเดียวกันด้วย

บางคนอาจจะมองข้ามความสำคัญของกองกลางตัวรับ แต่ที่จริงนักเตะในตำแหน่งนี้ก็มีบทบาทที่สำคัญกับทีมมากพอๆ กับตำแหน่งอื่น ซึ่งหลังจากหมด วิเอร่า (ย้ายออกจาก อาร์เซน่อล ในปี 2005) กับ ซิลวา (บอกลาทีมในปี 2008) แล้วนั้น อาร์เซน่อล ก็แทบไม่มีมิดฟิลด์ตัวรับตามธรรมชาติอยู่ในทีมเลย

เวนเกอร์ เคยเอาคนที่ไม่คุ้นเคยกับตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับมาลองรับบทบาทแบบจำเป็นอยู่หลายคน อย่างเช่น มิเกล อาร์เตต้า และ อารอน แรมซี่ย์ เป็นต้น แต่ด้วยความที่ไม่ถนัดกับงานด้านนี้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ และมันก็ส่งผลกับฟอร์มของทีมไปในตัว

เอเมรี่ เหมือนจะเข้าใจตรงจุดนั้น เขาคว้าตัว ลูคัส ตอร์เรยร่า มิดฟิลด์ตัวรับทีมชาติอุรุกวัย ชุดลุยศึก ฟุตบอลโลก 2018 มาจาก ซามพ์โดเรีย เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา และตอนนี้ ตอร์เรยร่า ก็เป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งของทีมไปแล้ว หลังจากได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกตลอดช่วง 4 นัดหลังสุด แถมในขุมกำลังชุดนี้ของ อาร์เซน่อล ก็มี มัตเตโอ กูเอนดูซี่ เป็นมิดฟิลด์ตัวรับฝีเท้าดีอีกคนหนึ่งด้วย หลังจากที่ กูเอนดูซี่ มีความสามารถในการเข้าสกัดบอลที่ดี และยังเก็บบอลเอาไว้กับตัวได้ดีเช่นกัน

- ไล่กดดันสูง
ปัจจุบันมีกุนซือชื่อดังหลายคนที่เน้นให้ทีมของพวกเขาไล่กดดันอีกฝ่ายตั้งแต่ในแดนคู่แข่ง อย่างเช่น โจเซป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนฯ ซิตี้, เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่ ลิเวอร์พูล และ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ที่จริงแล้ว เอเมรี่ คือกุนซือชั้นนำที่เอาสไตล์การเล่นแบบนี้มาใช้ตั้งนานแล้ว โดยเขาเคยให้ บาเลนเซีย เล่นด้วยระบบนี้ ก่อนจะเอาไปใช้กับ เซบีย่า ต่อ ขณะที่พอไปคุม ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เขาก็ยังไม่ทิ้งสไตล์นี้เหมือนกัน และตอนนี้เขาก็ให้ อาร์เซน่อล เล่นแบบนั้นด้วย

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่านักเตะแนวรุกของ อาร์เซน่อล ในยุคของ เอเมรี่ จะวิ่งไล่บอลในฝั่งของคู่แข่งบ่อยมาก เพื่อรีบเอาบอลกลับมาครองให้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นต่างไปจากยุคของ เวนเกอร์ พอตัว หลังจากที่กุนซือว่างงานชาวฝรั่งเศสมักจะไม่ให้เหล่าสตาร์ดังในแนวรุกทำหน้าที่กดดันคู่แข่งมากเท่าไหร่ และจนถึงตอนนี้ก็ต้องบอกว่าแผนนี้มันได้ผลดีเลยทีเดียว

Related Post